; โรคพร่องเอนไซม์ G6PD -โรงพยาบาลแมคคอร์มิค เชียงใหม่ McCormick Hospital ChiangMai

โรคพร่องเอนไซม์ G6PD



โรคพร่องเอนไซม์ G6PD

G6PD ซึ่งเป็นเอนไซม์ ที่ช่วยป้องกันเม็ดเลือดแดง จากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ  เมื่อพร่อง เอนไซม์  G6PD  จึงทำให้เกิดเม็ดเลือดแดงแตกได้ง่าย เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของโครโมโซม เพศชนิดโครโมโซมเอกซ์  ซึ่งถ่ายทอดจากมารดา  โรค นี้จึงพบในผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิง

 

อาการ

ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด การรักษา ประกอบด้วยการส่องไฟ  หากมีระดับบิลิรูบินสูงมาก หรือทารกเริ่มมีอาการแสดงผิดปกติทางสมอง  ให้การ รักษาถ่ายเลือด

ผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์  G6PD  ในภาวะปกติจะ ไม่มีอาการ  แต่เมื่อมีสิ่งกระตุ้น  ได้แก่  การติดเชื้อ  การได้รับยาปฏิชีวนะในกลุ่มซัลฟา  ยาแอสไพริน  ยา รักษามาลาเรียพวก  Primaquine  การสัมผัสสารเคมี เช่น  ลูกเหม็น  การบูร  การรับประทานถั่วปากอ้า  จะ ทำให้เกิดการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดง  ซึ่งจะเกิด ภายใน  24-72 ชั่วโมงหลังถูกกระตุ้น   มีอาการซีด ตัวเหลืองตาเหลือง  ปัสสาวะเหลืองเข้มเหมือนสีน้ำชา หรือโค้ก  ในรายที่รุนแรงเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ให้การรักษาในโรงพยาบาลด้วยน้ำเกลือทางหลอด เลือด  และรายที่ซีดรุนแรง  ให้การรักษาด้วยการเติม เลือด

การวินิจฉัยตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  1. การตรวจกรอง (Screening tests) Fluorescent spot (FS)  test เป็นการทดสอบที่ทำได้ง่ายในโรงพยาบาลทั่วไป
  2. การตรวจยืนยัน (Confirmatory testing) Quantitative G6PD  assay  โดยตรวจวัดระดับเอนไซม์  G6PD

 

การป้องกันเม็ดเลือดแดงแตก

  1. หลีกเลี่ยงยาในกลุ่มดังต่อไปนี้

          - กลุ่มยารักษาโรคมาลาเรีย :  Chloroquine, Primaquine, Mepacrine

          - กลุ่มยาปฏิชีวนะ :  Chloramphenicol, Co-trimoxazole, Furazolidone, Nalidixic acid,  Furmethonol,  Neoarsphenamine, Nitrofurantoin,

                                          Nitrofurazone, Para-amino salicylic acid (PAS)

          - กลุ่มยาซัลฟา :  Co-trimoxazole, Sulfacetamide, Sulfamethoxypyrimidine, Dapsone

          - สารเคมีหรือกลุ่มยาอื่นๆ :  ลูกเหม็น  การบูร  Alpha-methyldopa, Methylene blue, Pyridium

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วปากอ้า
  2. ป้องกันการติดเชื้อโรค หากไม่สบายหรือมีไข้ ความมาพบแพทย์
  3. หากมีอาการฉี่เหลือง ปัสสาวะสีโคคาโคลา ให้รีบมาพบแพทย์ เพื่อประเมินอาการ ซึ่งส่วนใหญ่จะดีขึ้น

(Self-limit)  หากหยุดสิ่งกระตุ้น  หลักการรักษาที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงภาวะที่ทำให้เกิด Oxidative Stress

“ ผู้ที่เป็นโรคพร่องเอนไซม์ G6PD  ควรตระหนักและเห็นความสำคัญในการหลีกเลี่ยงอาหารและยาที่มีผล   ทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันได้  หากต้องเข้ารับการรักษาหรือต้องได้รับยา  จะต้องแจ้งแพทย์ เภสัชกร  และพยาบาลให้ทราบทุกครั้งว่าตนเองเป็นโรคพร่องเอนไซม์ G6PD ”